ประชากร ล้นโลก

ประชากร ล้นโลก จริงไหม?

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า ประชากรล้นโลก” มาตั้งแต่เด็ก ฟังดูเหมือนโลกเราจะรับคนไม่ไหวแล้ว มีแต่คนเกิดใหม่เต็มไปหมด หิวโหย แย่งทรัพยากรกันวุ่นวาย แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปแล้ว โลกอาจไม่ได้ล้นเท่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อดูตามสถิติในหลายประเทศ จะพบว่ามีเด็กเกิดใหม่ “น้อยลง” อย่างชัดเจน บางประเทศถึงขั้นเข้าสู่ “ภาวะขาดแคลนประชากร” ไปแล้วด้วยซ้ำ

สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือ เราเห็นภาพจากเมืองใหญ่ที่คนแน่น รถติด มลพิษเยอะ เลยคิดว่า “โลกคนเยอะเกินไป” แต่จริงๆ แล้ว ในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกลกลับมีคนอาศัยน้อยลง และกำลังว่างลงเรื่อยๆ แถมหลายประเทศยังเจอปัญหา “อัตราการเกิดต่ำ” ซึ่งส่งผลหนักมากในระยะยาว เช่น ขาดแรงงาน ขาดคนจ่ายภาษี และระบบสวัสดิการพังทลาย

ทำไมบางประเทศไม่มีเด็กเกิดใหม่?

มาถึงคำถามหลักเลย ทำไมบางประเทศถึงมีเด็กเกิดใหม่น้อย หรือแทบไม่มีเลย? ปัจจัยหลักๆ มีหลายอย่างเลยนะ

  1. ค่าครองชีพสูงจนไม่กล้ามีลูก
    ในประเทศที่เจริญแล้วอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือแม้แต่ในยุโรปตะวันตก ค่าครองชีพสูงมาก การเลี้ยงลูกสักคนต้องใช้เงินมหาศาล ทั้งค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล ค่าดูแลตอนโต แถมยังต้องมีเวลาให้อีก ซึ่งหลายคนเลือกที่จะไม่มีลูกเลยดีกว่า เพราะไม่อยากเอาเด็กมาเจอกับความลำบาก
  2. ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่เปลี่ยนไป
    สมัยนี้ผู้หญิงมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น และเลือกจะทำงานหรือใช้ชีวิตอิสระมากกว่าการแต่งงานมีลูก ขณะที่ผู้ชายก็ไม่ได้กดดันตัวเองให้เป็น “หัวหน้าครอบครัว” แบบสมัยก่อน ทำให้คนยุคนี้เลือก “โสดถาวร” หรือมีความสัมพันธ์โดยไม่จำเป็นต้องมีลูก

ประเทศที่เด็กเกิดน้อยที่สุดในโลก

ลองมาดูประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำติดอันดับโลกกันหน่อย

  • เกาหลีใต้: ติดอันดับหนึ่งของโลกในเรื่องอัตราการเกิดต่ำสุด โดยเฉลี่ยผู้หญิง 1 คน มีลูกไม่ถึง 1 คน (ประมาณ 0.7 คน) ถือว่าเสี่ยงมากต่อการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแบบเต็มขั้น
  • ญี่ปุ่น: เป็นอีกประเทศที่กำลังเผชิญกับ “วิกฤตประชากร” คนแก่มากขึ้นทุกปี ขณะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง จนรัฐบาลถึงกับแจกเงินหลายแสนเยนเพื่อกระตุ้นให้คนมีลูก
  • อิตาลี สเปน และเยอรมนี: ประเทศในยุโรปที่ค่าครองชีพสูง สวัสดิการดี แต่คนเลือกไม่มีลูก เพราะไม่อยากเสียอิสระ บางคนบอกตรงๆ ว่า “ไม่อยากมีลูกให้ลำบากแบบพ่อแม่ตัวเอง”

แล้วประเทศที่ ประชากร ยังเพิ่มล่ะ?

ในทางตรงข้าม ประเทศที่ยังมีอัตราการเกิดสูงอยู่ ก็ยังมีอยู่นะ ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา เช่น ไนเจอร์ เอธิโอเปีย หรือคองโก ที่ผู้หญิงโดยเฉลี่ยมีลูก 5-6 คนต่อคนเลยทีเดียว สาเหตุหลักก็มาจากค่านิยม ครอบครัวใหญ่ การเข้าถึงการคุมกำเนิดที่น้อย และการศึกษาที่ยังไม่ทั่วถึง

แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ถึงจะมีคนเกิดเยอะ แต่การอยู่รอดและคุณภาพชีวิตก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ดี เพราะปัญหาความยากจน โรคระบาด และความไม่มั่นคงทางการเมืองก็ยังเป็นอุปสรรค

โลกกำลังเข้าสู่ “ยุคคนแก่”?

ถ้าเอาข้อมูลทั้งโลกมาดูแบบกว้างๆ เราจะเห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เพราะคนอายุยืนขึ้น แต่เด็กเกิดใหม่น้อยลง ซึ่งเป็นปัญหาที่น่ากลัวกว่าคนล้นโลกเยอะเลย

ยิ่งไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานหรือจ่ายภาษี ระบบต่างๆ จะเริ่มพัง เช่น บำนาญ สาธารณสุข และเศรษฐกิจโดยรวมจะซบเซา เพราะไม่มีแรงงานหนุ่มสาวมาขับเคลื่อนประเทศ

แล้วประเทศไทยล่ะ? เข้าข่ายประเทศไม่มีเด็กเกิดใหม่ไหม?

คำตอบคือ "เข้าแล้ว" จ้า! อัตราการเกิดในไทยลดลงมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จนตอนนี้แทบจะเท่าญี่ปุ่นแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งหมายความว่า อีกไม่นานเราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว

ตอนนี้ในไทย ผู้หญิงเฉลี่ยมีลูกแค่ประมาณ 1.2 คน/คนเท่านั้นเอง ทั้งที่ระดับทดแทนประชากรควรอยู่ที่ 2.1 คน หมายความว่าเรากำลังมีคนเกิด “ไม่พอทดแทนคนตาย” แล้วนะ 

แถมพฤติกรรมคนยุคใหม่ก็เปลี่ยนไปเต็มรูปแบบ ไม่รีบแต่งงาน ไม่รีบมีลูก ใช้ชีวิตโซเชียล ทำงานฟรีแลนซ์ หรือหาความบันเทิงออนไลน์สั้นๆ อย่างการเล่นเกม ดูคลิป หรือแม้แต่เสี่ยงโชคกับ หวยไว ที่ออกผลถี่ทุกวันแบบไม่ต้องรอสิ้นเดือน เรียกได้ว่าไลฟ์สไตล์ยุคนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อมีลูกเลยจริงๆ

สรุปแล้วโลกเราควรกลัวคนล้น หรือคนลด?

คำตอบแบบง่ายๆ คือ “กลัวคนลดมากกว่า” ในยุคนี้ คนล้นโลกอาจจะเป็นความกลัวในอดีต แต่ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ภาวะที่ “เกิดน้อย ตายช้า” ส่งผลให้โครงสร้างประชากรผิดเพี้ยน มีแต่คนแก่โดยไม่มีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของแค่ประเทศเดียว แต่เป็นปัญหาระดับโลก ที่ต้องร่วมมือกันคิดแก้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนสิทธิการเลี้ยงลูกในที่ทำงาน เพิ่มสวัสดิการ หรือปรับวิธีคิดของสังคมต่อการมีลูก